Visa Connextบริการยื่นวีซ่าต่างประเทศ
เมื่อวีซ่าถูกปฏิเสธ

วีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน: เหตุปฏิเสธและการยื่นใหม่

การปฏิเสธวีซ่าประเภทชั่วคราวต้องมีฐานทางกฎหมายตามระเบียบ 22 CFR 41.121 และเจ้าหน้าที่กงสุลต้องแจ้งเหตุที่ไม่มีคุณสมบัติให้ผู้ยื่นทราบ การปฏิเสธตามมาตรา 214(b) ของ INA ใช้เฉพาะคำร้องฉบับนั้น ผู้ยื่นยื่นใหม่ได้โดยยื่นคำร้องและชำระค่าธรรมเนียมใหม่ และควรแสดงการเปลี่ยนแปลงสำคัญของสถานการณ์ การปฏิเสธตามมาตรา 221(g) ส่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ถูกปฏิเสธ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีกระบวนการอุทธรณ์

หัวข้อในหน้านี้
  1. ฐานทางกฎหมายของการปฏิเสธวีซ่า
  2. การปฏิเสธตามมาตรา 214(b)
  3. การปฏิเสธตามมาตรา 221(g)
  4. เหตุต้องห้ามอื่นและการขอยกเว้น
  5. การทบทวนคำปฏิเสธและการฟ้องศาล
  6. การเตรียมยื่นใหม่หลังถูกปฏิเสธ
  7. คำถามที่พบบ่อย
  8. แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ในหน้านี้

ฐานทางกฎหมายของการปฏิเสธวีซ่า

22 CFR 41.121(a) กำหนดว่า “Nonimmigrant visa refusals must be based on legal grounds” เช่น มาตรา 212(a) 212(e) 214(b) 214(f) 214(l) 221(g) หรือ 222(g) ของ INA เมื่อปฏิเสธ 41.121(b)(1) กำหนดให้เจ้าหน้าที่แจ้งเหตุที่ไม่มีคุณสมบัติ เว้นแต่กฎหมายห้ามเปิดเผย และแจ้งว่ามีช่องทาง เช่น การขอยกเว้น ที่ใช้แก้เหตุนั้นได้หรือไม่

การปฏิเสธทุกรายต้องผ่านการทบทวนโดยหัวหน้าฝ่ายกงสุลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตาม 41.121(c) ถ้าเหตุปฏิเสธแก้ไม่ได้ด้วยหลักฐานเพิ่มเติม การทบทวนทำในวันที่ปฏิเสธหรือโดยเร็ว ถ้าแก้ได้และผู้ยื่นประสงค์จะส่งหลักฐาน การทบทวนเลื่อนได้ไม่เกิน 120 วัน

การปฏิเสธตามมาตรา 214(b)

มาตรา 214(b) ของ INA (8 U.S.C. 1184(b)) ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ยื่นวีซ่าประเภทชั่วคราวประสงค์จะเข้าไปตั้งถิ่นฐาน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อธิบายว่าการปฏิเสธตามมาตรานี้ หมายถึงผู้ยื่นแสดงหลักฐานคุณสมบัติตามประเภทวีซ่าที่ขอได้ไม่เพียงพอ หรือยังแก้ข้อสันนิษฐานว่ามีเจตนาย้ายถิ่นไม่ได้

คำอธิบายของกระทรวงฯ ระบุว่า “A refusal, or ineligibility, under section 214(b) is for that specific application” การปฏิเสธจึงไม่ใช่การห้ามถาวร ผู้ยื่นยื่นใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องใหม่และชำระค่าธรรมเนียมใหม่ และควรแสดงหลักฐานการเปลี่ยนแปลงสำคัญของสถานการณ์นับแต่การยื่นครั้งก่อน

สำหรับวีซ่า B-1/B-2 การเปลี่ยนแปลงที่มีน้ำหนักคือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเกณฑ์ 3 ประการใน 22 CFR 41.31(a) ได้แก่ ความตั้งใจจะกลับเมื่อสิ้นสุดการพำนัก สิทธิเข้าประเทศอื่นเมื่อสิ้นสุดการพำนัก และการจัดการด้านการเงิน เช่น การเปลี่ยนงานหรือตำแหน่ง ฐานะการเงิน ภาระครอบครัว หรือวัตถุประสงค์การเดินทางที่ชัดเจนขึ้น การยื่นซ้ำด้วยข้อเท็จจริงเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมักได้ผลเช่นเดิม

การปฏิเสธตามมาตรา 221(g)

มาตรา 221(g) ของ INA (8 U.S.C. 1201(g)) ห้ามออกวีซ่าเมื่อปรากฏจากคำร้องหรือเอกสารว่าผู้ยื่นไม่มีคุณสมบัติ หรือเมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อเช่นนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อธิบายว่าการปฏิเสธตามมาตรานี้หมายถึงเจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูลครบที่จะสรุปว่าผู้ยื่นมีคุณสมบัติ เพราะคำร้องไม่ครบ หรือต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบทางธุรการ (administrative processing)

ถ้าต้องใช้เอกสารเพิ่ม เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายการ ผู้ยื่นมีเวลา 1 ปีนับแต่วันที่ถูกปฏิเสธในการส่งข้อมูลเพิ่ม (“You have one year from the date you were refused a visa to submit the additional information”) ถ้าพ้นกำหนด ต้องยื่นคำร้องใหม่และชำระค่าธรรมเนียมใหม่ กรณีตรวจสอบทางธุรการ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลจะติดต่อผู้ยื่นเมื่อการตรวจสอบเสร็จ

เหตุต้องห้ามอื่นและการขอยกเว้น

การให้ข้อมูลเท็จ มาตรา 212(a)(6)(C)(i) ของ INA กำหนดให้ผู้ที่ใช้กลฉ้อฉลหรือจงใจแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้วีซ่าหรือการเข้าเมือง เป็นบุคคลต้องห้าม ตัวบทข้อนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด

การอยู่เกินกำหนด มาตรา 222(g) ของ INA (8 U.S.C. 1202(g)) กำหนดว่าเมื่อผู้ถือวีซ่าอยู่เกินระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต วีซ่าเป็นโมฆะนับแต่สิ้นสุดระยะเวลานั้น และผู้นั้นจะเข้าสหรัฐฯ ด้วยสถานะชั่วคราวได้อีกเฉพาะด้วยวีซ่าที่ออกโดยสถานกงสุลในประเทศที่ตนมีสัญชาติ หรือสำนักงานอื่นที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนด หรือเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ

การขอยกเว้นเหตุต้องห้าม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อธิบายว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เป็นผู้พิจารณาการยกเว้นเหตุต้องห้ามทุกกรณี การยกเว้นเป็นดุลพินิจ ผู้ยื่นต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับวีซ่าที่ขอยกเว้นเหตุต้องห้ามข้อนั้น และสำหรับวีซ่าประเภทชั่วคราว ปัจจัยหนึ่งคือเจ้าหน้าที่กงสุลเสนอความเห็นสนับสนุนต่อ DHS หรือไม่ ถ้าขอยกเว้นได้ เจ้าหน้าที่กงสุลที่พิจารณาคำร้องจะอธิบายวิธีการให้ผู้ยื่นทราบ

การทบทวนคำปฏิเสธและการฟ้องศาล

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “There is no appeal process” การทบทวนที่มีอยู่คือการทบทวนภายในโดยหัวหน้าฝ่ายกงสุลตาม 22 CFR 41.121(c)

ศาลสหรัฐฯ ใช้หลักไม่ทบทวนคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่กงสุล (consular nonreviewability) ในคดี Department of State v. Muñoz ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ด้วยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 (ผู้พิพากษา Barrett เขียนคำพิพากษา) ศาลวินิจฉัยว่า “a citizen does not have a fundamental liberty interest in her noncitizen spouse being admitted to the country” และหลักไม่ทบทวนคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่กงสุลใช้กับการปฏิเสธวีซ่าของคู่สมรสที่ไม่ใช่พลเมือง เสียงข้างมากแยกคดีนี้ออกจากคดี Kleindienst v. Mandel (2515) โดยถือว่าคดี Mandel ไม่ได้รับรองสิทธิตามกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองในกระบวนการขอวีซ่าของบุคคลอื่น ในทางปฏิบัติ การแก้คำปฏิเสธจึงทำผ่านการยื่นคำร้องใหม่หรือการส่งข้อมูลเพิ่มเติม

การเตรียมยื่นใหม่หลังถูกปฏิเสธ

ประการที่หนึ่ง ระบุฐานของการปฏิเสธจากหนังสือหรือคำแจ้งของเจ้าหน้าที่ เพราะวิธีแก้ของมาตรา 214(b) 221(g) และเหตุต้องห้ามตามมาตรา 212(a) ต่างกัน

ประการที่สอง สำหรับ 221(g) ส่งเอกสารตามรายการภายใน 1 ปี สำหรับ 214(b) วิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงใดเปลี่ยนไปแล้วตามเกณฑ์ใน 22 CFR 41.31(a) และรวบรวมหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงนั้น

ประการที่สาม กรอกแบบ DS-160 ฉบับใหม่ให้ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมถึงประวัติการถูกปฏิเสธครั้งก่อน และเตรียมคำตอบที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

Visa Connext วิเคราะห์ฐานของการปฏิเสธจากเอกสารของผู้ยื่น และเตรียมการยื่นครั้งใหม่ตามเหตุนั้น รายละเอียดอยู่ที่หน้า รับทำวีซ่าอเมริกา

คำถามที่พบบ่อย

วีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน ยื่นใหม่ได้หรือไม่

ได้ ต้องยื่นคำร้องใหม่และชำระค่าธรรมเนียมใหม่ กรณีปฏิเสธตามมาตรา 214(b) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แนะนำให้แสดงหลักฐานการเปลี่ยนแปลงสำคัญของสถานการณ์นับแต่การยื่นครั้งก่อน

แหล่งข้อมูล: U.S. Department of State: Visa Denials

ถูกปฏิเสธแล้วต้องรอนานเท่าใดจึงยื่นใหม่ได้

หน้าคำอธิบายเรื่องการปฏิเสธวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดระยะเวลารอขั้นต่ำ ระบุเพียงว่ายื่นใหม่ได้ในอนาคต สิ่งที่มีผลต่อผลการพิจารณาคือข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ระยะเวลาที่รอ

แหล่งข้อมูล: U.S. Department of State: Visa Denials

214(b) คืออะไร

มาตรา 214(b) ของ INA ให้สันนิษฐานว่าผู้ยื่นวีซ่าประเภทชั่วคราวประสงค์จะย้ายถิ่น การปฏิเสธตามมาตรานี้หมายถึงผู้ยื่นแสดงคุณสมบัติไม่เพียงพอหรือแก้ข้อสันนิษฐานไม่ได้ และใช้เฉพาะคำร้องฉบับนั้น

แหล่งข้อมูล: 8 U.S.C. 1184(b) · Visa Denials

221(g) คืออะไร

มาตรา 221(g) ของ INA ใช้เมื่อเจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูลครบที่จะสรุปว่าผู้ยื่นมีคุณสมบัติ หรือคำร้องต้องผ่านการตรวจสอบทางธุรการ ผู้ยื่นส่งข้อมูลเพิ่มได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ถูกปฏิเสธ

แหล่งข้อมูล: 8 U.S.C. 1201(g) · Visa Denials

อุทธรณ์คำปฏิเสธวีซ่าอเมริกาได้หรือไม่

ไม่ได้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีกระบวนการอุทธรณ์ คำปฏิเสธผ่านการทบทวนภายในโดยหัวหน้าฝ่ายกงสุลตาม 22 CFR 41.121(c)

แหล่งข้อมูล: Visa Denials · 22 CFR 41.121(c)

ฟ้องศาลสหรัฐฯ ให้ทบทวนการปฏิเสธวีซ่าได้หรือไม่

โดยทั่วไปไม่ได้ ศาลสหรัฐฯ ใช้หลักไม่ทบทวนคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่กงสุล ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยืนยันในคดี Department of State v. Muñoz (21 มิถุนายน 2567)

แหล่งข้อมูล: Department of State v. Muñoz, No. 23-334

แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ในหน้านี้

  1. 22 CFR 41.121 — Refusal of individual visas
    แก้ไขล่าสุด 84 FR 16612 (22 เม.ย. 2562) · ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  2. 22 CFR 41.31 — Temporary visitors for business or pleasure
    แก้ไขล่าสุด 85 FR 4225 (24 ม.ค. 2563) · ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  3. 8 U.S.C. 1184(b) — INA section 214(b)
    ข้อความ U.S. Code ผ่าน LII Cornell · ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  4. 8 U.S.C. 1201(g) — INA section 221(g)
    ข้อความ U.S. Code ผ่าน LII Cornell · ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  5. 8 U.S.C. 1202(g) — INA section 222(g)
    ข้อความ U.S. Code ผ่าน LII Cornell · ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  6. 8 U.S.C. 1182(a)(6)(C)(i) — INA section 212(a)(6)(C)(i)
    ข้อความ U.S. Code ผ่าน LII Cornell · ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  7. U.S. Department of State — Visa Denials
    ตรวจ 29 ต.ค. 2569
  8. Department of State v. Muñoz, No. 23-334 (U.S. June 21, 2024)
    LII Cornell · ตรวจ 29 ต.ค. 2569

ประเมินการยื่นวีซ่าอเมริกา

แจ้งประเภทการเดินทาง ช่วงเวลา และประวัติวีซ่าสหรัฐฯ เดิม ทีมงานจะแจ้งประเภทวีซ่าและรายการเอกสารที่ต้องใช้

โทร 081 654 5922WhatsApp